วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

SMEs ต้องมีชื่อกิจการ

SMEs อย่างเราถึงจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็ต้องมีชื่อร้านเหมือนกันนะ แหมก็ถ้ามีลูกค้าประจำเขาจะได้เรียกกันถูกว่าชื่อร้านอะไร เดี๋ยวเขาไม่รู้ชื่อร้านเราแล้วไปบอกว่า "ร้านขายลูกชิ้นหน้า เซเว่น" คนฟังอาจจะซื้อลูกชิ้นผิดร้านได้นะเออ ^^

การตั้งชื่อร้าเราต้องพิจารณาขนาดกิจการของเรา และลักษณะกิจการของเราด้วยว่าเป็นเช่นไร ถ้าร้านของเราไม่ใช้ร้านใหญ่โตอะไรการตั้งชื่อก็ไม่ต้องเป็นทางการมากก็พอได้ แต่หากเป็นร้านค้าที่ต้องการไปขายในห้างสรรพสินค้า หรือมีลูกค้าเป็นห้างร้านบริษัท การตั้งชื่อก็ต้องดูน่าเชื่อถือตามกลุ่มลูกค้าของเราไปด้วย

ทั้งนี้การตั้งชื่อร้านให้เริ่มมองจากชนิดของธุรกิจของเรา
- อาจตั้งชื่อตามสินค้าแล้วต่อด้วยชื่อเรา เช่น "ลูกชิ้นน้องแพน" "น้ำพริกครูอ้วน" "ส้มตำป้าป๊อก" "เครื่องเขียนลุงดาว"
- ตั้งชนิดสินค้าตามด้วยชื่อสถานที่ เช่น "ก๋วยเตี๋ยวรามอินทรา" "ราดหน้าไทรน้อย" "ผัดไทยท่าเตียน"
- ตั้งชื่อตามชนิดสินค้า + คำที่ดูมีเอกลักษณ์ เช่น ชายสี่หมี่เกี๊ยว น้ำพริกอินเตอร์ ก๋วยเตี๋ยวท่าสยาม
- ตั้งแบบฟรีไตล์ คือ จะตั้งชื่อใดๆ ก็ได้ตามใจเจ้าของกิจการแต่ให้คำนึงถึงการจดจำของผู้ซื้อว่าให้เขาจำร้านเราได้ง่ายๆ เช่น ร้านสีฟ้า (ร้านอาหาร) ร้านสโนว์บอล (ร้านเครื่องเขียน) ร้าน เปา เปา เยาวราช (ร้านกิ๊ฟช็อบ)

การตั้งชื่อที่ดีจะสามารถทำให้ลูกค้าจดจำร้านค้าและธุรกิจของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถสร้างการตอบรับและความต้องการซื้อได้ในขณะเดียวกัน ลองคิดดูว่าเราเดินผ่านตลาดขณะกำลังหิวหันไปเห็นร้านผัดไทยร้านใหม่ ชื่อร้าน "ผัดไทยอันดามัน" เราก็คงต้องจินตนาการถึงกุ้ง ปลาหมึก ตัวใหญ่ๆ ที่จะอยู่ในผัดไทยที่ร้านนั้นขายอยู่ ถ้าเราคิดอยากทานผัดไทยอยู่แล้ว ระหว่างร้านผัดไทยกุ้งสด กับร้านผัดไทยอันดามัน เราคงต้องขอลองผัดไทยอันดามันก่อน ด้วยชื่อที่ดึงดูดใจนั่นเอง

นอกจากนี้จากที่กล่าวในตอนแรก หากร้านของเราจำเป็นต้องเจาะกลุ่มลูกค้าระดับห้างร้าน บริษัท แล้วนั้นจำเป็นต้องใช้ชื่อให้ดูเป็นทางการ น่าเชื่อถือ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะตั้งชื่อโดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ที่เราจัดจำหน่ายเป็นหลัก หรืออาจจะใช้ชื่อเจ้าของกิจการร่วมอยู่ด้วย บางครั้งก็ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ตัวอย่าง ร้านสุวรรณการพิมพ์ ร้านเบญวรรณมาร์เกตติ้ง ร้าน ART & PRINT เป็นต้น

เทคนิคการตั้งชื่ออีกข้อหนึ่งที่ควรทำคือ ให้เจ้าของธุรกิจลองตั้งชื่อไว้หลายๆ ชื่อ แล้วคัดชื่อที่ชอบมากที่สุดสัก 5 ชื่อ จากนั้นนำไปให้เพื่อนๆ ญาติ คนรู้จักเลือกว่าเขาเหล่านั้นชอบชื่อไหนมากที่สุด หลังจากนั้นจึงนำมาพิจารณาอีกครั้งว่าชื่อไหนที่คนส่วนใหญ่ชอบ ซึ่งน่าจะแสดงว่าในอนาคตเมื่อเราเปิดกิจการชื่อที่มีคนชอบมากที่สุดลูกค้าของเราก็น่าที่จะชอบชื่อนี้ด้วยเช่นกัน วิธีนี้นับเป็นการใช้หลักการทำวิจัยธุรกิจมาใช้กับการเลือกชื่อร้านตามสัดส่วนความชอบของกลุ่มตัวอย่างนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

SMEs ธุรกิจขนาดเล็กอย่างเรา...ต้องจัดแต่งหน้าร้านให้น่าซื้อ

การจัดวางสินค้าและหน้าร้านให้ดูโดดเด่นและมีเอกลักษณ์สามารถส่งผลให้ผู้ซื้อหันมาให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้ โดยอาจศึกษาจากตำรา-หนังสือ-นิตยสารต่างๆ เกี่ยวกับการจัดวางสินค้า ตกแต่งร้าน หรือลองสังเกตจากร้านค้าอื่นๆ ที่มีลักษณะการจัดจำหน่ายสินค้าคล้ายคลึงกับสินค้าของเรา

เบื้องต้นการจัดวางสินค้าควรมีระเบียบเรียบร้อย สามารถหยิบจับได้สะดวก ต่อมาคือความสวยงามของหน้าร้าน สีสัน รูปแบบ รวมไปถึงการนำสิ่งของต่างๆ มาประดับให้ร้านค้าดูสวยงามน่าเข้ามาซื้อของ และสุดท้ายคือความสะอาดสะอ้านของร้านค้าของเรา

โดยวิธีการจัดหน้าร้านลักษณะนี้สามารถนำไปปรับรูปแบบให้เหมาะสมได้กับธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กได้ทุกๆ แบบ ทั้งสินค้าประเภทอาหาร กิ๊ฟช็อบ ออฟฟิชขนาดเล็ก รวมไปถึงร้านเช่าหนังสือ - ซีดี-ดีวีดี

ความสะอาดและสุขอนามัยมักถูกมองไว้เป็นอันดับท้ายๆ เสมอในธุรกิจทุกระดับ โดยเราจะได้ข่าวเสมอเรื่องการถูกร้องเรียนเรื่องความสะอาดของร้านจำหน่ายอาหารทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เป็นข่าวดังบ้างข่าวเล็กบ้าง เป็นระยะๆ ดังนั้นหากเราดำเนินธุรกิจของเราเอง แม้เราจะไม่ได้จำหน่ายอาหารหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย เราก็จำเป็นต้องพึงระลึกว่าความสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นเป็นอันดับแรก ก่อนความสวยงามเสียด้วยซ้ำ หรือถ้าสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ทั้งความสะอาด ความมีระเบียบ และความสวยงาม ก็ยิ่งเป็นผลดีกับเรายิ่งขึ้น

เมื่อร้านค้าของเรามีความสะอาดดีแล้ว ต่อมาคือความสวยงามและมีจุดเด่น หลายท่านคิดขึ้นมาว่าจุดเด่นหาได้อย่างไรกันเล่า ก็ต้องพิจารณาจากสินค้าที่เราขายอยู่นั่นเองว่าเป็นสินค้าอะไร จากนั้นก็ให้คิดว่าหากเราเป็นลูกค้าเราจะสนใจร้านค้าที่ขายของและจัดร้านแบบไหน ลองร่างความคิดของเราในกระดาษและลองนำมาจัดร้านจริงๆ

ตัวอย่างร้านค้าที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเองให้มีจุดเด่นและส่งผลให้สินค้าขายดีอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนนึกถึงร้านจำหน่ายลูกชิ้น ไส้กรอก บาบิคิว หมูปิ้ง ลักษณะอาหารซื้อแล้วเดินทานตามปรกติ **แล้วเขามีจุดเด่นตรงไหนหรือ... ร้านนี้แตกต่างจากร้านขายลูกชิ้น ไส้กรอกทอดปรกติตรงที่ 1) คัดเลือกสินค้าเกรดสูงกว่าปรกติทั้งลูกชิ้น ไส้กรอก และเนื้อหมู เนื้อไก่ สำหรับนำมาทำบาบิคิวจำหน่าย 2) ไม้เสียบลูกชิ้นของร้านนี้ใช้ไม้ขนาดใหญ่กว่าปรกติที่เรามักเห็นอยู่ทั่วไปที่มีขนาดเล็ก ทำให้เพิ่มความน่าจับและมองดูว่าลูกชิ้นแต่ละไม้มีขนาดใหญ่กว่าปรกติ 3) ถาดสำหรับวางลูกชิ้น ไส้กรอก ฯลฯ เป็นถาดสแตนเลสอย่างดีสะอาดสะอ้านมองแล้วน่าซื้อและดูน่ารับประทาน 4) โต๊ะวางสินค้าล้อมด้วยผ้าปูโต๊ะเหมือนซุ้มขายอาหารตามห้างสรรพสินค้า เพียงเท่านี้ก็ทำให้ร้านนี้มีลกค้าให้ความสนใจเข้าไปซื้อลูกชิ้น ไส้กรอก และบาบิคิวกันล้นหลาม โดยไม่เกี่ยวกับราคาที่สูงกว่าร้านขายอาหารประเภทเดียวกันที่ราคาถูกกว่า โดยที่ทุกๆ ข้อที่ร้านค้าแห่งนี้จัดทำเพิ่มขึ้นทั้งเกรดของลูกชิ้น ไม้เสียบ ถาดแสตนเลส และผ้าคลุม ไม่ได้เพิ่มต้นทุนของการขายสินค้ามากมากอะไรเลย แต่สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความใส่ใจและการมองความต้องการของลูกค้าเป็นหลักมากกว่ามองจากมุมมองของฝั้งผู้ขายเป็นสำคัญ

ร้านค้าแห่งนี้อยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักรโครงการ 21 ผู้เขียนได้เคยไปมาเมื่อ 3 ปีก่อนไม่ทราบว่าปัจจุบันยังคงขายอยู่หรือไม่ นอกจากนี้หากอยากดูต้นแบบการจัดหน้าร้านที่สวยงามและมีเอกลักษณ์สามารถเดินดูในตลาดนัดสวนจตุจักรได้ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่จัดร้านได้น่าซื้อเช่นกัน