SMEs อย่างเราถึงจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็ต้องมีชื่อร้านเหมือนกันนะ แหมก็ถ้ามีลูกค้าประจำเขาจะได้เรียกกันถูกว่าชื่อร้านอะไร เดี๋ยวเขาไม่รู้ชื่อร้านเราแล้วไปบอกว่า "ร้านขายลูกชิ้นหน้า เซเว่น" คนฟังอาจจะซื้อลูกชิ้นผิดร้านได้นะเออ ^^
การตั้งชื่อร้าเราต้องพิจารณาขนาดกิจการของเรา และลักษณะกิจการของเราด้วยว่าเป็นเช่นไร ถ้าร้านของเราไม่ใช้ร้านใหญ่โตอะไรการตั้งชื่อก็ไม่ต้องเป็นทางการมากก็พอได้ แต่หากเป็นร้านค้าที่ต้องการไปขายในห้างสรรพสินค้า หรือมีลูกค้าเป็นห้างร้านบริษัท การตั้งชื่อก็ต้องดูน่าเชื่อถือตามกลุ่มลูกค้าของเราไปด้วย
ทั้งนี้การตั้งชื่อร้านให้เริ่มมองจากชนิดของธุรกิจของเรา
- อาจตั้งชื่อตามสินค้าแล้วต่อด้วยชื่อเรา เช่น "ลูกชิ้นน้องแพน" "น้ำพริกครูอ้วน" "ส้มตำป้าป๊อก" "เครื่องเขียนลุงดาว"
- ตั้งชนิดสินค้าตามด้วยชื่อสถานที่ เช่น "ก๋วยเตี๋ยวรามอินทรา" "ราดหน้าไทรน้อย" "ผัดไทยท่าเตียน"
- ตั้งชื่อตามชนิดสินค้า + คำที่ดูมีเอกลักษณ์ เช่น ชายสี่หมี่เกี๊ยว น้ำพริกอินเตอร์ ก๋วยเตี๋ยวท่าสยาม
- ตั้งแบบฟรีไตล์ คือ จะตั้งชื่อใดๆ ก็ได้ตามใจเจ้าของกิจการแต่ให้คำนึงถึงการจดจำของผู้ซื้อว่าให้เขาจำร้านเราได้ง่ายๆ เช่น ร้านสีฟ้า (ร้านอาหาร) ร้านสโนว์บอล (ร้านเครื่องเขียน) ร้าน เปา เปา เยาวราช (ร้านกิ๊ฟช็อบ)
การตั้งชื่อที่ดีจะสามารถทำให้ลูกค้าจดจำร้านค้าและธุรกิจของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถสร้างการตอบรับและความต้องการซื้อได้ในขณะเดียวกัน ลองคิดดูว่าเราเดินผ่านตลาดขณะกำลังหิวหันไปเห็นร้านผัดไทยร้านใหม่ ชื่อร้าน "ผัดไทยอันดามัน" เราก็คงต้องจินตนาการถึงกุ้ง ปลาหมึก ตัวใหญ่ๆ ที่จะอยู่ในผัดไทยที่ร้านนั้นขายอยู่ ถ้าเราคิดอยากทานผัดไทยอยู่แล้ว ระหว่างร้านผัดไทยกุ้งสด กับร้านผัดไทยอันดามัน เราคงต้องขอลองผัดไทยอันดามันก่อน ด้วยชื่อที่ดึงดูดใจนั่นเอง
นอกจากนี้จากที่กล่าวในตอนแรก หากร้านของเราจำเป็นต้องเจาะกลุ่มลูกค้าระดับห้างร้าน บริษัท แล้วนั้นจำเป็นต้องใช้ชื่อให้ดูเป็นทางการ น่าเชื่อถือ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะตั้งชื่อโดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ที่เราจัดจำหน่ายเป็นหลัก หรืออาจจะใช้ชื่อเจ้าของกิจการร่วมอยู่ด้วย บางครั้งก็ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ตัวอย่าง ร้านสุวรรณการพิมพ์ ร้านเบญวรรณมาร์เกตติ้ง ร้าน ART & PRINT เป็นต้น
เทคนิคการตั้งชื่ออีกข้อหนึ่งที่ควรทำคือ ให้เจ้าของธุรกิจลองตั้งชื่อไว้หลายๆ ชื่อ แล้วคัดชื่อที่ชอบมากที่สุดสัก 5 ชื่อ จากนั้นนำไปให้เพื่อนๆ ญาติ คนรู้จักเลือกว่าเขาเหล่านั้นชอบชื่อไหนมากที่สุด หลังจากนั้นจึงนำมาพิจารณาอีกครั้งว่าชื่อไหนที่คนส่วนใหญ่ชอบ ซึ่งน่าจะแสดงว่าในอนาคตเมื่อเราเปิดกิจการชื่อที่มีคนชอบมากที่สุดลูกค้าของเราก็น่าที่จะชอบชื่อนี้ด้วยเช่นกัน วิธีนี้นับเป็นการใช้หลักการทำวิจัยธุรกิจมาใช้กับการเลือกชื่อร้านตามสัดส่วนความชอบของกลุ่มตัวอย่างนั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น